ชายไทยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากเป็นอันดับ 1

ชายไทยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือมะเร็งปอด แต่เป็นที่น่าตกใจก็คือ ร้อยละ 80 ของคนอเมิกันที่มีอายุเกิน 80 ปีขึ้นไปเป็นมะเร็งชนิดนี้ และทุกปีจะมีคนอเมริกันประมาณ 28,000 คนตายด้วยโรคนี้ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยการหยุดกินเนื้อสัตว์ นม และไข่

ผู้ชายชาวญี่ปุ่นเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามโรคครั้งที่ 2 ซึ่งเมื่อดูนิสัยการกินอาหารของคนญี่ปุ่นพบว่า คนญี่ปุ่นกินไข่เพิ่มขึ้น 7 เท่า เนื้อสัตว์ 9 เท่า และนม 20 เท่า ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าอาหารมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ในน้ำนมมีฮอร์โมนชื่อ estrogen และ growth hormone ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ของต่อมลูกหมากกลายเป็นมะเร็งได้ในห้องทดลอง คุณหมอ Greger ยังได้ให้แหล่งที่มาของผลของการศึกษาหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นว่า นอกจากการดื่มนมจะไม่มีผลในการป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงแล้ว ยังส่งผลให้ผู้ชายตายก่อนเวลาอันควรด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและมะเร็งที่ต่อมลูกหมากอีกด้วย

ผลการศึกษาอื่นที่น่าสนใจมากก็คือ ผู้ชายที่พบว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากจะไม่ตายด้วยโรคนี้ถ้าเซลล์มะเร็งไม่กระจายไปอวัยวะอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะไปที่กระดูก และการศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard ที่ทำกับผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรกจำนวนกว่าหนึ่งพันคนพบว่า การกินไข่เพียงวันละฟองจะเพิ่มความเสี่ยงของการกระจายของเซลล์มะเร็งออกจากต่อมลูกหมากขึ้นไปเป็น 2 เท่า ที่แย่ยิ่งไปกว่าไข่ก็คือเนื้อไก่และไก่งวง ซึ่งพบกว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่กินไก่และไก่งวงจะเพิ่มความเสี่ยงของการกระจายของเซลล์มะเร็งขึ้นไปอีกถึง 4 เท่าตัว การศึกษาฉบับนี้ชี้ถึงต้นเหตุที่เกิดจากการสะสมตัวของ heterocyclic amines ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในเนื้อไก่และไก่งวงมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ส่วนในไข่พบว่ามีสาร choline อยู่สูง ซึ่ง choline นี้เหมือนกับสาร carnitine ในเนื้อสัตว์ ที่จะถูกแบคทีเลียในลำไสของคนเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า trimethylamine ที่ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมีการแพร่กระจายของโรคหากไม่หยุดกินเนื้อไก่ การศึกษาฉบับหนึ่งที่คุณหมอ Greger หยิบขึ้นมาเผยแพร่ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากแม้จะกินไข่เพียงเล็กน้อยคือคือประมาณสามวันต่อฟองจะเพิ่มโอกาสที่จะตายด้วยโรคนี้มากขึ้นถึง 81 เปอร์เซ็น

ต่อไปนี้เป็นข่าวดีนะครับ คุณหมด Ornish หนึ่งในผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในการรักษาโรคต่างๆ ด้วยอาหาร ได้รวบรวมผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากได้จำนวน 93 คนที่ปฎิเสธที่จะรักษาโรคด้วยการผ่าตัดและฉายแสงตามที่เป็นวิธีการรักษาตามปรกติ แต่ต้องการเข้ารับการรักษากับเขาโดยการหยุดกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด แล้วเปลี่ยนมากินผักและผลไม้แทน การศึกษานี้ใช้ค่า PSA ในเลือดที่เป็นตัวชี้วัดว่ามีการขยายตัวของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกันแต่ยังคงใช้ชีวิตตามปรกติ ผลปรากฎว่า หนึ่งปีต่อมา กลุ่มคนไข้ที่ยังกินอาหารตามปรกติมีค่า PSA เพิ่มขึ้น หมายถึงเซลล์มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่งดการกินเนื้อสัตว์และเปลี่ยนมากินผักและผลไม้แทน มีค่า PSA ลดลง หรือขนาดของเซลล์มะเร็งลดลงนั่นเอง ก่อนที่การศึกษานี้จะจบลง คนไข้ที่ไม่เปลี่ยนวิธีการกินร้อยละ 10 มีขนาดของเนื้อมะเร็งใหญ่ขึ้นจนต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ในขณะที่คนไข้ที่เปลี่ยนมากินผักและผลไม้ ไม่มีผู้ใดต้องได้รับการผ่าตัดเลย

ผักและผลไม้ที่ใช้ในการศึกษาของคุณหมอ Ornish ที่เรารู้จักกันดีคือ บล็อกเคอรี่ ดอกกระหล่ำ กระหล่ำปลี และที่รู้จักกันน้อยหน่อยคือ Brussels sprout, kale และ flaxseed

สุดท้ายนี้ ผมขอถ่ายทอดเรื่อง โรคต่อมลูกหมากโต จากหนังสือ How not to Die นี้ไว้สักหน่อย เพราะโรคนี้แม้จะไม่ทำให้เสียชีวิตแต่ก็สร้างความรำคาญให้กับผู้ชายสูงอายุไม่น้อย ในสหรัฐผู้ชายกว่าครึ่งที่อายุเกิน 50 ปี เป็นโรคนี้ อาการของโรคก็คือ ปัสสาวะไม่สุด มีน้ำปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะทำให้มีความรู้สึกต้องการที่จะถ่ายปัสสาวะอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะรู้สึกรำคาญแล้ว การที่น้ำปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจะทำให้มีการติดเชื้อได้ วิธีการรักษาโดยทั่วไปจะใช้ยาหรือการผ่าตัด การศึกษาฉบับหนึ่งสรุปว่า การให้คนไข้กิน flaxseed 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน จะมีผลเท่ากับการใช้ยา Flomax และ Proscar ที่แพทย์มักจะสั่งให้คนไข้ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงเกี่ยวกับการลดความต้องการทางเพศ (sexual dysfunction) แต่การกิน flaxseed ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ และผู้ที่กินผักและผลไม้จะมีการขยายตัวของต่อมลูกหมากช้ากว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างคือ คนไข้คนหนึ่ง พบว่าตนเป็นมะเร็งที่ต่อม โดยการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ (six needle core biopsies) หมอพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากอย่างรุนแรง (very aggressive) แทนที่เขาจะตัดสินใจผ่าตัด เขาเลือกที่จะเปลี่ยนมากินผักและผลไม้แทนเนื้อสัตว์ ปรากฎว่าเพียง 8 เดือนให้หลัง หมอได้ตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจอีกครั้งปรากฎว่าก้อนมะเร็งเล็กลงเหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น และค่า PSA เป็นปรกติจากนั้นเป็นต้นมา

หนังสือ How not to Die มีรายละเอียดมากที่จะสามารถโน้มน้าวให้ท่านผู้อ่านสนใจและมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนวิธีการกินให้พ้นภัยหรือห่างไกลจากโรคร้ายที่คนทั่วๆ ไปเป็นกันอยู่ ปัจจุบันมีผู้แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยแล้วชื่อ คัมภีร์ชนะทุกโรค แปลโดย ธีร์ ทิพกฤต สำนักพิมพ์อมรินทร์ ผมหวังว่าเพื่อนๆ จะได้ประโยชน์จากการที่ผมชวนอ่านหนังสือเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ