แก้ปัญหาอนาคต

ปราชญ์และผู้นำทางความคิดทั้ง 5 ท่านที่ผมนำมาอ้างถึงในวันนี้ เห็นตรงกันว่าระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันถูกผลกระทบของเทคโนโลยี Internet จนทำให้ราคาสินค้าต่ำลงจนยากที่จะทำกำไรทางธุรกิจได้ และแนะนำให้รัฐบาลลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิด Innovation หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทั้งในด้านตัวสินค้าและบริการ หรือในด้านวิธีการผลิตและการให้บริการ

Thurow และ Rifkin แสดงความห่วงใยว่า ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการลดลง และผู้ผลิตยังคงใช้วิธีการแข่งขันแบบเดิมคือการต่อสู้กันในด้านราคา ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภคลง เพราะคาดการณ์ได้ว่าราคาสินค้าจะลดลงอีก ผู้ผลิตที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาต่อไปได้ ก็จะปิดตัวลง เกิดการว่างงาน ทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีน้อยลง ทำให้ไม่สามารถใช้เงินเพื่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้เท่าเดิม สถานการณ์ของทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงก็จะเลวร้ายลงตามไปด้วย การใช้นโยบายลดภาษีเงินกู้ธนาคารก็จะไม่สามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น สถานการณ์นี้จัดว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะ Deflation หรือ Stagnation

Reinert มีความเห็นว่า Innovation ทำให้เกิด Monopoly ที่ฝ่ายผู้ผลิตหรือให้บริการสามารถตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่า Economic Rent ได้ จึงทำให้สามารถแสวงหากำไรได้มากกว่าคู่แข่ง และประเทศจะได้สามารถสร้าง Innovation ได้ก็ด้วยการลงทุนด้านการศึกษาและสนับสนุนให้ผู้ปกครองสามารถเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างถูกวิธี ส่วน Porter มีความเห็นว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยการเพิ่ม Value Chain, Cluster Upgrading และ จัดการให้เกิด Strategic Positioning จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จะช่วยให้ประเทศไม่ต้องเข้าสู่สภาวะ Deflation หรือ Stagnation

Schwab เห็นด้วยกับเหตุผลที่ Internet Technology อาจทำให้เกิด Deflation และเห็นว่าการที่หลายประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงการบริโภค โดยจะมีความต้องการซื้อบ้านและรถยนต์น้อยลง คนที่จะเข้าสู่วัยเกษียณจะบริโภคและลงทุนน้อยลง แต่จะเก็บออมมากขึ้น เมื่อเกษียณอายุแล้วก็จะใช้เงินที่ตนออมไว้มากขึ้น Schwab ให้ความเห็นว่า Total Factor Productivity (TFP) ของโลก ที่เป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี จะไม่สูงขึ้นมากเท่าในอดีต แม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบบเลขชี้กำลัง (Exponential) ก็ตาม TFP ของสหรัฐตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ถึง 2014 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.5 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ Marginal Cost ของสินค้าและบริการเข้าใกล้ศูนย์นั่นเอง

ถึงแม้ Reinert จะไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรีตามแนวทางของ WTO ถ้าหากประเทศกำลังพัฒนายังไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นการแข่งขันเสียไปทั้งหมด และเห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะดีขึ้นได้ จะต้องเกิดจากการปกป้องอุตสาหกรรมของตนในช่วงแรก และเปิดประเทศให้เกิดการแข่งขันในเวลาที่เหมาะสม เช่นที่ประเทศญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ส่วน Porter เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันเกิดจากผู้บริโภคในประเทศมีความต้องการที่จะได้สินค้าคุณภาพดีและราคาถูก ในขณะที่คู่แข่งจากภายนอกประเทศสามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี Porter เห็นว่า ในระยะยาว ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ควรปิดตัวเอง แรงงานจากจากธุรกิจเหล่านี้จะย้ายไปสู่ธุรกิจที่แข็งแรงและแข่งขันได้ รัฐบาลไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือธุรกิจที่อ่อนแอ โดยผิดวิธี และได้เสนอแนะสิ่งที่รัฐบาลควรทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ได้สรุปไว้แล้วในเอกสารแนบที่ 2

Rifkin เห็นว่า ในปัจจุบัน ร้อยละ 5 ของ GDP ของ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และ ออสเตรเลีย เป็นรายได้ของสหกรณ์และองค์กรการค้าที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ประชากรโลกประมาณหนึ่งพันล้านคนเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่ใดที่หนึ่ง หนึ่งร้อยล้านคนเป็นลูกจ้างของสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่ง ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีสหกรณ์ 29,000 แห่ง มีสมาชิกสหกรณ์ทั้งประเทศ 120 ล้านคน จ้างแรงงาน 2 ล้านคน มีรายได้ห้าแสนล้านดอลลาร์ต่อปี สำหรับองค์กรการค้าไม่มุ่งหากำไร
สหกรณ์ออมทรัพย์มีบทบาทสำคัญในตลาดทุนของโลกร้อยละ 32 ของเงินฝากทั้งหมดอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ และร้อยละ 28 ของเงินกู้ทั้งหมดมาจากสหกรณ์ในทวีปเอเชีย 45.3 ล้านคนเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ สำหรับองค์กรการค้าไม่มุ่งหากำไรและระบบสหกรณ์ของประเทศไทยก็ได้พัฒนาขึ้นมาได้ระดับหนึ่งสามารถปกป้องทรัพยากรธรรมชาติระดับท้องถิ่นและรวบรวมเงินออมเพื่อการลงทุนในการประกอบอาชีพของสมาชิกได้

สหกรณ์ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมประสบความสำเร็จมากในสหภาพยุโรปร้อยละ 23 ของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ในเยอรมันผลิตมาจากพลังงานหมุนเวียนโดยระบบสหกรณ์เกาะ Samso ในประเทศเดนมาร์กใช้กระแสไฟฟ้าทั้งหมดจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตโดยสหกรณ์

Rifkin จึงมีความเห็นว่า การที่ Marginal Cost เข้าใกล้ศูนย์ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 นี้ระบบสหกรณ์และองค์กรการค้าที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร (Collaborative Commons) จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี แม้จะมีหลายบริษัทต้องปิดตัวลง ทำให้แรงงานที่เคยทำงานในธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ จะต้องหางานทำใหม่ในธุรกิจขนาดเล็กที่ทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตหรือเข้าร่วมในระบบสหกรณ์ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในทุกท้องถิ่น Rifkin เห็นว่า จะมีการรวมกลุ่มกันของคนในท้องที่ในรูปของสหกรณ์เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และปกป้องตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากภายนอก อาจมีการตั้งกฎเกณฑ์ของระบบการเงินการธนาคารของตัวเอง เช่น กองทุนหมู่บ้านของไทย หรือแม้แต่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยเงินสกุลที่เป็นของเฉพาะท้องถิ่นหรือกลุ่มของตัวเองด้วย เช่น เงินสกุล bitcoin ที่ใช้กันในกลุ่มผู้ใช้ซอฟแวร์ของ Nakamoto

Thurow เห็นว่า Knowledge-based หรือ the Third Industrial Revolution Economy ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ Internet จะทำให้รัฐสูญเสียการควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานที่มีคุณภาพ บริษัทต่างๆ สามารถเลือกที่จะทำธุรกิจที่ใดก็ได้ในโลกที่ให้ผลตอบแทนดี แรงงานมีคุณภาพ ภาษีต่ำ มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย เสนอให้ประเทศมี a Chief Knowledge Officer ทำหน้าที่ทำความเข้าใจและค้นหาทิศทางที่เศรษฐกิจภายใต้อิทธิพลของ internet กำลังนำพาประเทศไป เป็นผู้ที่สามารถชี้นำประเภทของเทคโนโลยีที่ประเทศนั้นๆ สมควรจะพัฒนาขึ้น เพื่อให้เป็นแรงฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ส่วน Porter เสนอให้แต่ละประเทศมี Strategic Positioning คือนอกเหนือจากที่ประเทศจะต้องสามารถผลิตสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการให้ได้คุณภาพสูงที่สุด เร็วที่สุด และถูกที่สุดแล้ว จะต้องผลิตสินค้าที่ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในการผลิตด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นสินค้าที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าสินค้าของคู่แข่งทางการค้ารายอื่น การพัฒนา Strategic Positioning มีหลักการ ดังนี้

1. ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจที่จะให้ผู้บริโภคจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในการผลิต แทนที่จะตั้งเป้าหมายให้เป็นผู้นำในการผลิต คือมีส่วนแบ่งของตลาดมากขึ้นหรือมากที่สุด หรือมีค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ต่ำที่สุด เพื่อให้มีกำไรสูงสุด ซึ่งเป็นเป้าหมายของธุรกิจโดยทั่วไป

2. ผลิตสินค้าหรือบริการที่ให้คุณประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่แตกต่างไปจากคู่แข่งทางการค้ารายอื่น

3. ผลิตสินค้าหรือบริการที่แตกต่างจากคู่แข่งทางการค้าในทุกขั้นตอนการผลิต ขนส่ง การตลาด และการบริการหลังการขาย เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถลอกเรียนแบบได้ง่าย แทนที่จะพยายามผลิตหรือบริการตามแบบ Best Practice ซึ่งจะหาความแตกต่างจากคู่แข่งไม่ได้เลย

4. อาจต้องมีการสูญเสียคุณลักษณะบางอย่างของสินค้าไปบ้าง (Product Features) เพื่อให้สินค้าแตกต่างไปจากคู่แข่ง แทนที่จะพยายามผลิตสินค้าให้มีลักษณะของสินค้าที่ครบถ้วนหรือใกล้เคียงกับคู่แข็ง แม้การลดคุณลักษณะของสินค้าจะทำให้สูญเสียลูกค้าบางกลุ่มไป แต่การผลิตสินค้าที่เหมือนกับคู่แข็งจะไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าให้สูงขึ้นได้เลย

สรุป เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า ผลกระทบของเทคโนโลยี IT หรือ Internet จะมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และแนวทางป้องกันหรือใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทั้งในด้านของการวิจัยและพัฒนาให้ได้สินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือหาวิธีการผลิตหรือเทคนิคการให้บริการใหม่ๆ ที่สามารถลดการใช้ปัจจัยการผลิตและได้สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพและให้คุณค่าแก่ผู้บริโภคมากกว่าผู้ผลิตรายอื่น