แก้ปัญหาทุกปัญหา

การศึกษาของท่านผู้พิพากษาอนุรักษ์ สง่าอารีกูล ที่ท่านเคยทำคดียึดทรัพย์ทักษิณ และเกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษานักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นอีกหลายคดี ได้ทำวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติของ วปอ.ปี 2554 ท่านได้นำตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศในการป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นมีอำนาจทางการเมืองโดยใช้วิธีการตรวจสอบการเสียภาษี ประเทศที่มีปัญหาทุจริตในวงราชการน้อย เช่น ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ต่างใช้มาตรการตรวจสอบด้านภาษีในการคัดกรองผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งสิ้น

สำหรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตมาลงโทษได้ แต่ในทางกลับกันการดำเนินการตรวจสอบภาษีของนักการเมืองสามารถยับยั้งไม่ให้นักการเมืองทุจริตกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองใหม่ได้อีก ซึ่งที่สามารถทำสำเร็จมาแล้วในอดีตได้บ้าง ก็เป็นเพราะการสนับสนุนของนักการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้น แต่การดำเนินการตรวจสอบภาษีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีความต่อเนื่อง เนื่องจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องคือกรมสรรพากรยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนักการเมือง และ ปปช. ยังไม่เห็นความสำคัญของการตรวจสอบภาษีเพื่อคัดกรองนักการเมืองทุจริตออกจากอำนาจทางการเมือง

การศึกษาของท่านผู้พิพากษาอนุรักษ์ ได้เสนอให้ ปปช. กำหนดระเบียบให้ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐจะต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินหนี้สินและรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อ ปปช. เพื่อให้ ปปช. ตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินสอดคล้องกับรายได้ที่แสดงในรายการภาษีเงินได้ หรือไม่

ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา ให้ ปปช. ใช้เกณฑ์เงินได้ที่แสดงในแบบรายการภาษีไว้เป็นมาตรฐานหลัก เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้นั้น และร่วมกับกรมสรรพากรทำการประเมินภาษีเงินได้ย้อนหลังไปภายในเวลา 10 ปี ตามอายุความที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฯว่า จะต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยสุจริตและเคยเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี อีกด้วย

จากพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นในกรณีของการปิดบังที่มาของรายได้ โดยที่นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอาจแจ้งรายได้ส่วนบุคคลเพียงบางรายการที่มีการเสียภาษีถูกต้องแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงผู้นั้นมีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่และมีทรัพย์สินที่ไม่สอดคล้องกับรายได้เลย เช่น สำแดงต่อกรมสรรพากรว่ามีรายได้จากเงินเดือนเพียงแหล่งเดียว ประมาณเดือนละไม่เกินสองแสนบาท แต่มีรถยนต์หลายคัน ราคาคันละหลายล้านบาท และเป็นเจ้าของบ้านหลายหลัง ราคาหลังละหลายสิบล้านบาท จึงต้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบประเมินภาษีจากทรัพย์สินและหนี้สิน รายจ่าย หรือฐานะความเป็นอยู่ที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ของนักการเมืองซึ่งผู้นั้นที่ยื่นไว้ต่อกรมสรรพากรด้วย